ชื่อเรื่อง :         เอกสารคำสอนรายวิชาวิถีไทย

ชื่อผู้แต่ง :       ธนากร  สังเขป

ผู้จัดพิมพ์ :      คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

ปีที่พิมพ์ :        2552

จำนวนหน้า :    551  หน้า

เลขเรียกหนังสือ : 303.4 ธ15ว

ภูมิปัญญาชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น

          ภูมิปัญญาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญ  ผ่านกระบวนการขัดเกลาและมีการสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน  กลายเป็นรากฐานของวิถิชีวิตของคนในสังคมแต่ละท้องถิ่น 

          ความหมายของภูมิปัญญามีผู้รู้ให้ความหมายของภูมิปัญญาไว้มากมาย  เช่น

          ภูมิปัญญา (Wisdom) หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ความสามารถทางพฤติกรรมและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์  และภูมิปัญญายังเป็นเรื่องที่สั่งสมประสบการณ์และการเรียนรู้มาเป็นเวลานาน ความรู้ที่เกิดขึ้นจะเชื่อมโยงกันไปตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม    ดังนั้น  อาจสรุปได้ว่า  ภูมิปัญญา หมายถึง  องค์ความรู้ ความเชื่อ ความสามารถของคนในท้องถิ่น ที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์และการเรียนรู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน มีลักษณะเป็นองค์รวม และมีคุณค่าทางวัฒนธรรม

           ภูมิปัญญาชาวบ้าน  หรือ  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  เป็นกระบวนการทางความคิดที่ชาวบ้านหรือกลุ่มชน  คิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา  เป็นความรู้และประสบการณ์ของชาวบ้านที่ได้รับการถ่ายทอด  สั่งสมกันมานาน  นอกจากนี้  ยังอาจหมายถึง  แบบแผนการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่า  ผ่านการพัฒนาให้เหมาะสมกับกาลเวลา  ดังนั้น  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  หมายถึง  ความรู้ที่เกิดจากทักษะ  ความเชื่อ  และพฤติกรรม  ประสบการณ์จริงในการดำเนินชีวิตของบุคลในแต่ละท้องถิ่น  ผ่านกระบวนการสังเกต  ติดตาม  ลงมือปฏิบัติ  ลองผิดลองถูก  วิเคราะห์  แก้ไข  จนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ เพื่อปรับใช้กับชีวิตและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

            ประเภทของภูมิปัญญา  มี  6  ด้าน  คือ

  1. ด้านการประกอบอาชีพ 
  2. ด้านปรัชญา  ความเชื่อ  ศิลปะ
  3. ด้านภาษาและวรรณกรรม
  4. ด้านโภชนการและสิ่งแวดล้อม
  5. ด้านการป้องกันและรักษาโรค
  6. ด้านการเมืองและการจัดการ
Advertisements
Posted by: krupaewka | พฤษภาคม 27, 2012

ความสำคัญของผ้าทอพื้นเมือง

ชื่อเรื่อง :         ห้องเรียนทอผ้า  การสืบทอดความรู้เรื่องผ้าพื้นเมืองแม่แจ่ม

ชื่อผู้แต่ง :       นุสรา  เตียงเกตุ และคณะ

ผู้จัดพิมพ์ :      โครงการส่งเสริมการทอผ้าพื้นเมืองแม่แจ่ม

ปีที่พิมพ์ :        2552

จำนวนหน้า :    48  หน้า

เลขเรียกหนังสือ : อ / ภน  746.14  น87ห

ความสำคัญของผ้าทอพื้นเมือง

ผ้าทอเป็นสื่อสัญลักษณ์ของคนในแต่ละชุมชน  แสดงถึงเชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  และความแตกต่างทางวัฒนธรรม  ผ้าทอยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่แก่จนถึงตาย  และมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจ  สังคม  และวัฒนธรรม   การทอผ้าเริ่มจากการสาน  มนุษย์เริ่มสานต้นหญ้าอ่อนเพื่อใช้ใส่วัสดุสิ่งของ และต่อมากลายเป็นเสื่อและตะกร้า  และพัฒนามาเป็นวิธีการต่อต้นพืชเพื่อเป็นเส้นที่ยาวและทำให้เหนียวขึ้น  สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น  จนกระทั่งมีการคิดค้นวัสดุการทอจากพืชมาเป็นเส้นใย  เช่น  ฝ้าย  รู้จักวิธีการทออย่างง่าย  คือการนำฝ้ายมาผูกกับหินเป็นเส้นยืน  และใช้เส้นพุ่งเข้าไปเวลาทอ  ในอดีตเด็กผู้หญิงทุกคนจะถูกฝึกหัดให้รู้จักการทอผ้า  และเย็บปัก   ถ้กร้อย  ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต  ในชุมชนภาคเหนือ  ผ้าทอยังคงบทบาททางสังคมและวัฒนธรรม  นอกจากบทบาททางการค้า  ยังมีการใช้ผ้าในประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ

ดังนั้นการสืบทอดความคิด  ความเชื่อ  แบบแผนทางสังคม  จากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่  และพัฒนาศักยภาพ  ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่  ในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต  เพื่อการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมควบคู่กับการพัฒนาเป็นอาชีพและรายได้ของคนชุมชน

การทอผ้าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่สืบทอดกันมา  นอกจากคุณค่าทางศิลปะแล้วยังเป็นการแสดงถึงแบบแผนความเป็นอยู่ในสังคม  กระบวนการทอผ้าพื้นเมือง  มี  2  ขั้นตอน  คือ

  1. การปั่นฝ้าย  ซึ่งกว่าจะได้เส้นใยต้องผ่านกรรมวิธี  หลายอย่าง  ดังนี้

1.1    การอีดฝ้าย  เป็นเครื่องมือที่ใช้หนีบฝ้ายเพื่อเอาเมล็ดออก

1.2   การยิงฝ้าย  เป็นการเครื่องมือที่ทำให้ผ้าพองเป็นปุยฝ้าย

1.3   การผัดฝ้าย  เป็นการพันหรือม้วนปุยฝ้ายให้เป็นหลอดหรือเป็นหางยาว  โดยใช้ไม้คล้ายตะเกียบ

1.4   การปั่นฝ้าย  เป็นการนำหางฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นใย

1.5   การเปี๋ยฝ้าย  คือการนำเส้นฝ้ายที่ได้จากการปั่นมาพันเป็นเป็นใจฝ้ายสำหรับทอผ้า

  1. การทอผ้า  ซึ่งใช้เครื่องมือในการทอผ้า  คือ  กี่  หรือกี่เมือง  มีลักษณะเป็นโครงไม้ประกอบด้วยเสา  4  ต้น  มีคานรับ  มีที่นั่งสูงเหนือพื้นดิน  มีคานพาดสำหรับแขวนฟืมและเขา  ส่วนประกอบของกี่  ประกอบด้วย

1)               ฟืม  ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการแขวนฝ้ายเส้นยืน ให้อยู่ในระยะห่างกันตามความละเอียดของเนื้อผ้าที่ต้องการ

2)              เขา หรือตะกอ  เป็นแผงเชือกที่มีไม้ 2 อันเป็นตัวยึด ใช้แบ่งฝ้ายออกเป็นหมู่ เพื่อจัดชั้นของเส้นฝ้าย

3)              กระสวย ใช้บรรจุแกนหลอดด้ายเส้นพุ่ง

4)              ไม้เหยียบหรือไม้ตีนย่ำ  สำหรับเหยียบให้เขายกขึ้นลง ก่อนสอดด้ายพุ่ง

5)              ผัง ใช้สำหรับขึงหน้าผ้าให้ตึงริมผ้าไม่ย่น

6)             หวีฝ้าย  ใช้หวีฝ้ายเส้นยืนไม่ให้พันกันเวลาทอ

7)              สะป้านหรือไม้พันผ้า ใช้เก็บผ้าทอที่ทอเสร็จแล้วด้านหน้าของที่นั่ง

8)             เชือกหูก ใช้สำหรับต่อเครือหูกหรือชุดฝ้ายเส้นยืนให้ตึง

ก่อนเริ่มขั้นตอนการทอผ้า  ผู้ทอจะต้องมีการวางแผนว่าต้องการผ้าแบบใด  เพื่อกำหนดขนาด

ของฟืม  สีและลวดลาย  เพื่อเลือกเส้นใยและเทคนิคการทอ

กัลยาณี

Posted by: krupaewka | พฤษภาคม 24, 2012

ไทลื้อเมืองน่าน

ชื่อเรื่อง :         ไทลื้อเมืองน่าน  เอกสารประกอบการประชุมสัมมนาวิชาการ  “มรดกสิ่งทอไทลื้อกับบริบททางสังคมวัฒนธรรมในล้านนา”

ชื่อผู้แต่ง :       สมเจตน์  วิมลเกษม

ผู้จัดพิมพ์ :      ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดน่าน

ปีที่พิมพ์ :        2535

จำนวนหน้า :    15  หน้า

เลขเรียกหนังสือ :        ภน 305.89591 ส165ท

 

เทคนิคการทอผ้า  โดยเฉพาะผ้าทอเมืองน่าน  จากหนังสือ “ผ้าล้านนา ยวน ลื้อ ลาว”  ของทรงศักดิ์  ปรางวัฒนากุลและแพทรีเซีย  ซีสแมน  มีวิธีการทอหลายแบบ  ดังนี้

  1. มัดก่าน (มัดหมื่) คือลวดลายที่ปรากฎบนผืนผ้าหลังจากการมัดลายที่ด้ายเส้นพุ่งด้วยเชือกก่อนนำไปย้อมสี  เพื่อให้เกิดลวดลายบนด้ายเส้นพุ่ง  ก่อนนำไปทอเป็นผืนผ้า
  2. จก  เป็นการทำลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป  เป็นช่วง ๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า  โดยใช้ไม้หรือขนเม่นหรือนิ้วมือยกหรือจกด้ายเส้นยืนขึ้นแล้วสอดเส้นด้านพุ่งพิเศษเข้าไป
  3. ขิด  เป็นการลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีเพิ่มด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเช่นเดียวกับจกแต่ทำติดต่อตลอดหน้ากว้างของผ้า  กระทำโดยใช้ไม้ค้ำ หรือเขาที่ทำเป็นพิเศษ  นอกจากเขาที่ทอแบบธรรมดา
  4. ยกดอก  เป็นการทำลวดลาย  จากวิธีการยกเขาแยกเส้นยืนขึ้นลง  แต่ไม่ได้เพิ่งด้ายเส้นพิเศษเข้าไปในผืนผ้าเหมือนการจก
  5. เกาะหรือล้วง  เป็นการทอแบบเกาะใช้เส้นด้ายพุ่ง  หลาย ๆ สี  เป็นช่วง ๆ ทอด้วยเทคนิคธรรมดาโดยการเกี่ยวและผูกเป็นห่วงรอดด้ายเส้นยืน  เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อผ้า
  6. มุก  เป็นการทอให้เกิดลวดลายโดยเพิ่มด้ายเส้นยืนพิเศษ โดยใช้เขาขึงด้ายเส้นยืนพิเศษนี้ไว้  เหนือด้ายเส้นยืนธรรมดา ลวดลายจะเกิดจากด้ายเส้นยืนพิเศษไม่ใช่ด้ายเส้นพุ่ง

ลักษณะผ้าทอแต่ละประเภท  จะแยกออกเป็น  ผ้าซิ่น  ผ้าเช็ด  ตุง  ผ้าห่อคัมภีร์  ผ้าหลบ

(ผ้าปูที่นอน) ผ้าห่ม  ถุงย่าน  ผ้าขาวม้า  ซึ่งล้วนต้องใช้เทคนิคการทออย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือหลายอย่างผสมกันไป

สำหรับผ้าซิ่นเมืองน่าน  คือผ้าทอที่เย็บเป็นถุง  สำหรับผู้หญิงนุ่ง  มีขนาดความยาว  สั้น  กล้าว  แคบ  แตกต่างกันไปตามรูปร่างของผู้นุ่ง  มีหลายแบบตามชื่อเรียก  ดังนี้

  1. ซิ่นก่าน
  2. ซิ่นคำเคิบ
  3. ซิ่นเชียงแสน
  4. ซิ่นป้อง
  5. ซิ่นม่าน
  6. ซิ่นน้ำไหล

ผู้เขียนสาระสังเขป : กัลยาณี

ชื่อเรื่อง :         วัฒนธรรมการใช้ผ้า  ในวิถีชีวิตแบบไทย

ชื่อผู้แต่ง :       วิสุตา  สาณะเสน

ผู้จัดพิมพ์ :      พิพิธภัณฑ์บ้านคำอูน

ปีที่พิมพ์ :        2545

จำนวนหน้า :    150  หน้า

เลขเรียกหนังสือ :        ISBN 000-00000-0-0

ผ้าทอลายน้ำไหล  เป็นผื้อพื้นบ้านของกลุ่มล้านนาตะวันออก  เป็นศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวลวดลายเหมือนสายน้ำไหลอยู่ในลายผ้า พัฒนามาจากลายผ้าของชาวลื้อ  เช่นภาพจิตรกรรมในฝาผนังวิหารวัดภูมินทร์เป็นฝีมือช่างสกุลลื้อ  มีรูปผู้หญิงและลวดลายผ้าซิ่นของผู้หญิงลื้อ

ในสมัยแรกการทอลายน้ำไหลนิยมใช้ไหมเงินและไหมคำทอคั่นลายผ้าตรงส่วนที่เป็นรอยหยักของกระแสน้ำ  จากนั้นก็ใส่ลายมุกรูปสัตว์แทรกไว้อีกเพื่อที่จะแสดงว่าผู้ที่คิดลายน้ำไหลไม่ได้หยิบแบบชาวลื้อมาทั้งดุ้นเหมือนการลอกแบบทอผ้าในสมัยนี้

ลักษณะเฉพาะของผ้าลายน้ำไหล  คือ  กรรมวิธีในการสอดสีเส้นด้ายให้มีลายน้ำไหลในผืนผ้า  ผ้าทอหรือช่างทอจะต้องมีความชำนาญในการสร้างแบบในขณะที่ทอ  เมื่อถึงที่คั่นลายจะหยิบด้ายสีต่าง ๆ ที่ใช้เป็นลายซึ่งวัดขนาดไว้แล้ว  นำด้ายสีสอดลงไปในด้ายยืน  จากนั้นใช้มือจับฟืม (ฟันหวี)  กระแทกเส้นด้ายที่สอดสีที่มีความยาวต่างกันในแถวที่ 2-3-4-5  และต่อไปตามความกว้างของผ้า    หากผู้ทอไม่ชำนาญหรือจำลายผ้าไม่ได้  สายน้ำไหลในลายผ้าอาจไม่ตรงกัน  ปัจจุบันมีการทอด้วยผ้าฝ้ายและด้ายใยสังเคราะห์บางส่วน  การทออาจทอทั้งผืนหรือทอเฉพาะที่เชิง

ผ้าทอลายน้ำไหลจะเรียกชื่อเรียกกันตามลักษณะการทอ  เช่นลายยาวและเป็นคลื่นเหมือนบันได เหมือนสายน้ำไหล เรียกว่า ลายน้ำไหล (แบบดั้งเดิม)  หรือลายหยักของน้ำคล้ายจรวดพุ่ง  เรียกว่าลายจรวด  ลายน้ำไหลมาต่อกันมีช่องว่างตรงกลางเติมเส้นลายขอเล็ก ๆ แยกออกรอบตัวมองดูคล้ายดอกไม้ หรือแมงมุม เรียกลายดอกไม้ หรือลายแมงมุม  เป็นต้น

กัลยาณี  ผู้เขียนสาระสังเขป

Posted by: krupaewka | พฤษภาคม 20, 2012

มรดกวัฒนธรรมผ้าทอไทลื้อ

ชื่อเรื่อง : มรดกวัฒนธรรมผ้าทอไทลื้อ
ชื่อผู้แต่ง : ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล
ผู้จัดพิมพ์ : ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลับเชียงใหม่
ปีที่พิมพ์ : 2551
จำนวนหน้า : 150 หน้า
เลขเรียกหนังสือ : ISBN 978-974-13-1373-0
ไทลื้อในจังหวัดน่าน หลักแหล่งที่กลุ่มชนชาวไทลื้ออาศัยอยู่มากในจังหวัดน่าน ได้แก่อำเภอท่าวังผา ปัว เชียงกลาง ทุ่งช้าง และเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งได้อพยพจากสิบสองพันนาเข้ามาอยู่ในจังหวัดน่านเมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา
วัฒนธรรมผ้าทอของไทลื้อในจังหวัดน่านอาจแบ่งย่อยได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ้มแรกเป็นกลุ่มอำเภอท่าวังผา ปัว และเชียงกลาง กลุ่มนี้มีลักษณะผ้าทอที่ผสมผสานกับชาวไทยวนในจังหวัดน่าน ลักษณะเด่นคือ การทอเทคนิคมัดหมื่เส้นพุ่ง ที่เรียกว่า มัดก่าน กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มอำเภอทุ่งช้างและเฉลิมพระเกียรติ ชาวไทลื้อกลุ่มนี้อพยพมาจากเมืองเงิน แขวงไซยบุรี ประเทศ ส.ป.ป.ลาว ลักษณะผ้าทอของชาวไทยลื้อกลุ่มนี้คล้ายคลึงกับผ้าทอของชาวไทลื้อในเมืองเงิน หรือเรียกว่า แบบเมืองเงิน
ชุดไทลื้อจังหวัดน่าน แบบอำเภอท่าวังผา เชียงกลาง ปัว
ลักษณะเสื้อ เป็นเสื้อปั๊ดแขนยาวเข้ารูปพอดีตัว ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายสีคราม ไม่มีการปักตกแต่ง
ลักษณะผ้าซิ่น มี 2 โครงสร้างตามแบบมาตรฐานของผ้าซิ่นจังหวัดน่าน คือ ซิ่นป้อง และซิ่นม่าน เป็นซิ่นเย็บ 2 ตะเข็บ ตัวซิ่นและตีนซิ่นทอต่อเนื่อง ต่อหัวซิ่นด้วยผ้าแดง เส้นยืนเป็นฝ้าย เส้นพุ่งเป็นฝ้ายหรือไหม ลักษณะเด่นคือ ตัวซิ่นเป็นลายมัดก่านทอสลับเทคนิคขิด หรือเป็นลายมัดก่านทั้งผืน
ชุดไทลื้อจังหวัดน่าน แบบอำเภอทุ่งช้างและอำเภอเฉลิมพระเกียรติ

ลักษณะเสื้อ เป็นแขนยาวสีดำ หรือครามเข้ม อาจตัดเย็บผ้าฝ้ายทอมือหรือผ้าทอจากโรงงาน ตัวเสื้อค่อนข้างยาวกว่าเสื้อปั๊ดของผู้หญิงไทลื้อในท้องถิ่นอื่น สาบเสื้อนิยมแต่งด้วยแถบผ้าลายจกขนาดเล็ก เวลาสวมจะปล่อยสาบเสื้อให้อยู่ในแนวตรง ไม่ป้ายไปด้านข้าง ตรงส่วนเอวมีการตกแต่งด้วยการห้อยแถบผ้าสีต่าง ๆ ทั้งสองข้าง หรือใช้แถบเงินที่เรียกว่า สร้อยดอกปีด และสร้อยเงินที่เรียกว่า สร้อยสายดาว ตกแต่งเสื้อที่ใส่ ในหน้าหนาวจะจะมีผ้าสีแดงซับในที่เรียกว่า เสื้อก๊บหลองแดง

ลักษณะผ้าซิ่น ตัวซิ่นและตีนซิ่นทอต่อเนื่อง ตีนซิ่นมี 2 สี คือสีดำและสแดง เรียกว่า ตีนดำและเล็บแดง ท้องซิ่นมีลายริ้วขนาดกว้าง เริ่มจากส่วนบนเป็นพื้นดำ ต่อด้วยลายริ้วสลับสีดำแดง ลางผืนมีลายขิดสีเหลืองขนาดเล็กสลับ มีลายตกแต่งกลางตัวซิ่นด้วยฝ้ายหรือไหมสีเหลือง สาวโสดจะมีลายจกกลางตัวซิ่นสีเหลือขนาดใหญ่ และมีลายจกตกแต่งตรงขอบล่างสุดขอตีนซิ่น

ผู้เขียนสาระสังเขป : กัลยาณี

หมวดหมู่